กรณีศึกษา

Dashboard ที่ช่วยเพิ่มยอดขาย: Qlik Sense Real Use Cases

Admin User
8 นาที
0 ครั้ง
Dashboard Qlik Sense แสดงยอดขายและ KPI เรียลไทม์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือ

Dashboard ไม่ใช่แค่กราฟสวย แต่ต้องช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง

หลายองค์กรลงทุนทำ Dashboard แล้วพบว่าใช้งานไม่คุ้ม เพราะมักเริ่มต้นผิดจุด—ออกแบบตามกราฟที่สวยงาม แทนที่จะเริ่มจาก "คำถามธุรกิจที่ต้องการคำตอบ" เช่น ใครขายเก่งสุด, สินค้าไหนทำกำไรสูงสุด, ลูกค้ากลุ่มไหนมีโอกาสโตหรือกำลังจะหาย

Dashboard Qlik Sense ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง ต้องออกแบบให้ตอบคำถามเหล่านี้ได้ในไม่กี่คลิก และสามารถนำไปสั่งการได้ทันที บทความนี้จะพาคุณดู Use Cases จริงจากธุรกิจต่างประเทศ พร้อมไอเดีย Dashboard ที่นำไปใช้ได้ในธุรกิจไทย

5 ไอเดีย Dashboard Qlik Sense ที่ช่วยเพิ่มยอดขายโดยตรง

1. Sales Performance & Pipeline Dashboard: ติดตามยอดขายและโอกาสการขายแบบเรียลไทม์

Dashboard นี้เหมาะสำหรับทีมขายและผู้จัดการฝ่ายขายที่ต้องการติดตามผลงานและหาจุดปรับปรุง

KPI Cards สำคัญที่ควรมี:

  • ยอดขายวันนี้, เดือนนี้ เทียบกับเป้าหมาย (Target vs Actual)
  • เปอร์เซ็นต์การเติบโต (Growth %) เทียบเดือนก่อนหรือปีก่อน
  • จำนวนดีลที่กำลังดำเนินการ (Active Deals)

Ranking แบบ Leaderboard:

  • Top 10 พนักงานขาย, สาขา, Dealer หรือ Region จัดอันดับตามยอดขายและ Margin
  • การแสดงผลแบบลีดเดอร์บอร์ดช่วยกระตุ้นการแข่งขันในทีม

Pipeline & Conversion Funnel: แสดงเส้นทางการขายตั้งแต่ ลีด → โอกาส → ใบเสนอราคา → ดีลปิด เพื่อหาคอขวดว่าลูกค้าดรอปออกตรงขั้นตอนไหน แล้วนำไปปรับสคริปต์การขายหรือวางโปรโมชันให้เหมาะสม

ตัวอย่างการใช้งานจริง: Sales Manager เปิด Dashboard ทุกเช้า ดูว่า Sales คนไหนติดตามดีลค้างช้าเกินไป, ลูกค้ารายใหญ่รายไหนกำลังจะหลุดจากไปป์ไลน์ แล้วสั่งการให้ทีมติดตามได้ทันที ช่วยลดโอกาสสูญเสียรายได้

2. Product & Margin Intelligence Dashboard: วิเคราะห์สินค้าและกำไรอย่างชาญฉลาด

Dashboard นี้เหมาะสำหรับทีมการตลาด, Product Manager และผู้บริหารที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการขายและกำไร

Top/Bottom Products Analysis:

  • สินค้าที่ขายดีแต่กำไรต่ำ (High Volume, Low Margin)
  • สินค้าที่ขายไม่เยอะแต่กำไรสูง (Low Volume, High Margin)
  • ข้อมูลนี้ช่วยวางแผนโปรโมชัน, Cross-sell หรือ Up-sell ให้ได้ผลสูงสุด

Price & Discount Analysis: ดูความสัมพันธ์ระหว่างส่วนลดกับยอดขายและ Margin เพื่อหา Sweet Spot—ระดับส่วนลดที่ทำให้ยอดขายโตจริง ไม่ใช่แค่กินกำไร

Stock & Lost Sales: เชื่อม Dashboard กับระบบสต็อกเพื่อดูว่าสินค้าไหน "ของหมดแล้วลูกค้ายังสั่ง" (Lost Opportunity) ช่วยวางแผนจัดซื้อหรือผลิตให้ไม่เสียโอกาสขาย

3. Customer Segmentation & Retention Dashboard: รักษาลูกค้าและเพิ่มการซื้อซ้ำ

การรักษาลูกค้าเดิมมีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ถึง 5-7 เท่า Dashboard นี้จึงสำคัญมากสำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่ม Lifetime Value

RFM & CLV Dashboard: วิเคราะห์ลูกค้าด้วย Recency (ซื้อล่าสุดเมื่อไหร่), Frequency (ซื้อบ่อยแค่ไหน), Monetary (ใช้จ่ายเท่าไหร่) แบ่งลูกค้าเป็นกลุ่ม:

  • VIP: ซื้อบ่อย ใช้จ่ายสูง
  • Regular: ลูกค้าประจำ
  • At Risk: เริ่มห่างหาย
  • Lost: หายไปแล้ว

Churn & Retention Alert: ติดตามลูกค้าที่ไม่ซื้อซ้ำเกินกำหนดจำนวนวัน ตั้ง Alert ให้ทีมขายโทรหรือทัก Line ก่อนลูกค้าจะหลุดไปใช้คู่แข่ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในเคสจริง: การใช้ Customer Segmentation ร่วมกับ Campaign ที่แม่นยำขึ้น ช่วยเพิ่ม Retention 20-30% และเพิ่ม Repeat Purchase ถึง 40% ในหลายธุรกิจ

4. Real-time Store/Branch Performance Dashboard: เหมาะสำหรับค้าปลีกและเครือข่ายดีลเลอร์

Dashboard นี้เชื่อมกับระบบ POS แบบ Near Real-time เพื่อให้ผู้จัดการสาขาเห็นสถานะการขายทันที

Real-time POS Feed: แสดงยอดขายรายสาขาแบบ Near Real-time เพื่อให้ผู้จัดการเห็นว่าสาขาไหนยอดตก ต้องส่งทีมไปช่วยหรือปรับโปรโมชันเฉพาะจุด

Returns & Promotion Effectiveness: แสดงอัตราการตีกลับ/คืนสินค้า เทียบกับแคมเปญที่กำลังทำอยู่ เพื่อปรับโปรโมชันให้ทำกำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายหลอกตา

Stock Level by Branch: ช่วยให้ผู้จัดการเห็นระดับสต็อกของแต่ละสาขา สามารถย้ายสินค้าระหว่างสาขาได้ทันที หรือสั่งซื้อเพิ่มก่อนของจะหมด

5. Campaign & Marketing ROI Dashboard: วัดผลแคมเปญการตลาดที่แท้จริง

Dashboard นี้เหมาะสำหรับทีมการตลาดที่ต้องการทราบว่าแคมเปญไหนคุ้มค่าจริง

Campaign Performance Metrics:

  • จำนวนลีดที่เข้ามาจากแต่ละแคมเปญ
  • Conversion Rate จากลีดเป็นลูกค้า
  • Cost per Acquisition (CPA) และ Return on Ad Spend (ROAS)

Channel Effectiveness: เปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Marketing Channels ต่าง ๆ เช่น Facebook Ads, Google Ads, Line OA, Email Marketing

Attribution Analysis: ดูว่าลูกค้าผ่าน Touchpoint ไหนบ้างก่อนตัดสินใจซื้อ ช่วยจัดสรรงบการตลาดให้คุ้มค่าที่สุด

Real Use Cases จากต่างประเทศที่นำมาประยุกต์ใช้ได้

เคส 1: Fashion Retailer 1,000+ สาขา

สถานการณ์: ห้างค้าปลีกแฟชั่นขนาดใหญ่มีกว่า 1,000 สาขา ต้องการให้ผู้จัดการแต่ละสาขาตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องรอรายงานจากสำนักงานใหญ่

โซลูชัน Qlik Sense: สร้างศูนย์กลาง Analytics เชื่อมยอดขาย-สต็อก-การตีกลับสินค้าแบบ Near Real-time ให้ผู้จัดการร้านกว่า 500 คนเข้าถึงได้

ผลลัพธ์:

  • ผู้จัดการสาขาเห็นยอดขายและสต็อกทันที สามารถปรับออเดอร์, โปรโมชัน และการจัดของหน้าร้านได้เร็วขึ้น
  • การหมุนเวียนสต็อกดีขึ้น ลดของเสียและโอกาสสูญเสียยอดขาย

ประยุกต์ใช้ในไทย: ธุรกิจที่มีหลายสาขาเช่น ร้านสะดวกซื้อ, คลินิกความงาม, ร้านอาหาร สามารถทำ Branch Performance Dashboard ให้หัวหน้าสาขาเห็น KPI สำคัญและสั่งการได้เองทันที

เคส 2: Carvajal—ผู้ให้บริการโซลูชันใช้ Qlik กับลูกค้า 300+ ราย

สถานการณ์: Carvajal เป็นบริษัทที่ให้บริการโซลูชันแก่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องการเครื่องมือ Analytics ที่ช่วยให้ลูกค้าของตนวิเคราะห์ยอดขาย โลจิสติกส์ และแคมเปญได้

โซลูชัน Qlik Sense: ให้ทีมขาย, โลจิสติกส์ และการตลาดของลูกค้าใช้ Qlik Sense ในการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ

ผลลัพธ์:

  • ยอดผู้ใช้ระบบ Analytics โต 10%
  • ยอดขายของโซลูชันเพิ่มขึ้นตามการใช้งานที่มากขึ้น

ประยุกต์ใช้ในไทย: ถ้าคุณขายบริการหรือซอฟต์แวร์ ทำ "Value Dashboard" ที่โชว์ KPI ที่ลูกค้าได้รับ เช่น ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่, เวลาเตรียมรายงานลดลง ช่วยปิดการขายและต่อสัญญาได้ง่ายขึ้น

เคส 3: Qlik Use Cases Template ในหลายอุตสาหกรรม

Qlik มี Template Dashboard สำเร็จรูปสำหรับหลายอุตสาหกรรม เช่น:

  • Retail: Margin Erosion Analysis, Sales Performance
  • Consumer Goods: Market Share Analysis, Promotional Effectiveness
  • Financial Services: Customer Profitability, Risk Management
  • Life Science/Pharma: Sales Rep Performance, Market Penetration

ประยุกต์ใช้ในไทย: ใช้ Template เหล่านี้เป็น Reference ออกแบบ Demo App แยกตามอุตสาหกรรม เช่น OEM, Distributor, โรงงาน, ร้านค้าปลีก เพื่อทำ Pitch ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละประเภท

Best Practices การออกแบบ Dashboard ให้ "ขายได้" ไม่ใช่แค่สวย

1. เริ่มจาก KPI ธุรกิจ ไม่ใช่กราฟ

คุยกับ CEO หรือ Sales Director ก่อนว่าคำถามหลักคืออะไร เช่น:

  • ทำไมยอดขายไม่ถึงเป้า
  • กำไรหายไปไหน
  • ควรโฟกัสลูกค้ากลุ่มไหน

จากนั้นค่อยออกแบบหน้าจอที่ตอบคำถามเหล่านี้

2. แยกหน้าตามระดับผู้ใช้

  • หน้า Executive: ภาพรวม 5-8 KPI สำคัญที่สุด
  • หน้า Manager: Funnel, Ranking, Trend Analysis
  • หน้า Operation: รายการดีล, รายชื่อลูกค้า, Transaction Details

3. จำกัดกราฟและสี

ให้ผู้ใช้โฟกัสที่ตัวเลขสำคัญ ไม่กระจัดกระจาย ใส่ Highlight เช่น Top 3, ใช้สีเตือนสำหรับ KPI ที่ต่ำกว่า Target

4. ใช้ Qlik Insight Advisor ช่วยหาโอกาสขาย

Qlik Insight Advisor ใช้ AI แนะนำ Insight อัตโนมัติ เช่น:

  • "สินค้านี้ขายดีในภาคเหนือ แต่ไม่โตในภาคกลาง"
  • "ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อ A มีแนวโน้มซื้อ B สูง"

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมขายหา Cross-sell และ Up-sell Opportunity ได้ง่ายขึ้น

5. ออกแบบให้ใช้งานได้บนมือถือ

Sales Rep มักไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา Dashboard ที่ดีต้อง Responsive และดูง่ายบนมือถือ

เทคนิคใช้ Dashboard สร้าง Impact ในการขาย

บอกเล่าเป็น Scenario "ก่อน-หลัง"

ก่อนใช้ Dashboard:

  • ทีมเซลส์ต้องรอรายงาน Excel ทุกสิ้นเดือน
  • ข้อมูลล่าช้า ไม่สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทัน
  • ไม่รู้ว่าลูกค้ารายไหนกำลังจะหาย

หลังใช้ Dashboard:

  • เซลส์เปิดมือถือดู Dashboard ได้ทุกที่ทุกเวลา
  • รู้เลยว่าต้องโทรหาลูกค้าคนไหนวันนี้ถึงจะปิดเป้า
  • Alert เตือนเมื่อลูกค้า VIP เริ่มไม่ซื้อซ้ำ

ผูกตัวเลข Impact ที่วัดได้

อ้างอิงจากเคสจริงว่าการใช้ Sales Analytics ที่ดีช่วยให้:

  • ยอดขายโตขึ้น 10-15%
  • Retention เพิ่มขึ้น 20-30%
  • Repeat Purchase เพิ่มขึ้น 40%
  • ลดเวลาเตรียมรายงานจาก 2 วันเหลือ 10 นาที

ทำ Demo App 3 เวอร์ชันสำหรับลูกค้าต่างประเภท

เวอร์ชัน 1: SME ยอดขาย 10-50 ล้าน

Dashboard เดียวจบ ประกอบด้วย:

  • ยอดขายวันนี้/เดือนนี้
  • Top 10 ลูกค้าและสินค้า
  • ลูกค้าที่กำลังจะหาย (At Risk)

เวอร์ชัน 2: โรงงาน/Distributor

เน้นเชื่อมยอดขายกับสต็อกและ Supply Chain:

  • Inventory Turnover
  • Order Fulfillment Rate
  • Stock vs Demand Forecast

เวอร์ชัน 3: Retail/Dealer Network

เน้น Branch/Store Performance:

  • Sales by Branch
  • Same Store Sales Growth
  • Campaign Effectiveness by Location

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. Dashboard Qlik Sense ต่างจาก Excel หรือ Power BI อย่างไร?

Qlik Sense ใช้ Associative Engine ที่ทำให้คุณสามารถคลิกสำรวจข้อมูลได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกำหนด Path ไว้ล่วงหน้า ต่างจาก Power BI ที่ใช้ Data Model แบบมาตรฐาน ส่วน Excel ไม่สามารถจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และทำ Real-time Dashboard ได้

2. ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการสร้าง Dashboard?

ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของข้อมูล Dashboard พื้นฐานสามารถทำได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ หากมีข้อมูลพร้อมและทีมที่มีประสบการณ์

3. ธุรกิจขนาดเล็กใช้ Qlik Sense ได้ไหม?

ได้ Qlik มี License แบบ SaaS ที่เริ่มต้นจากผู้ใช้น้อยราย เหมาะกับ SME ที่ต้องการเริ่มต้นใช้ Analytics แบบมืออาชีพ

สรุป: Dashboard ที่ดีต้องตอบคำถามธุรกิจ ไม่ใช่แค่แสดงกราฟ

Dashboard Qlik Sense ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าธุรกิจต้องการคำตอบอะไร จากนั้นออกแบบให้ผู้ใช้หาคำตอบได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Sales Performance, Product Analysis, Customer Retention หรือ Branch Performance

การนำ Use Cases จากต่างประเทศมาปรับใช้ พร้อมทำ Demo App ที่ตรงกับอุตสาหกรรมของลูกค้า จะช่วยให้การนำเสนอโซลูชันมีประสิทธิภาพและปิดการขายได้ง่ายขึ้น

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยว Qlik Sense หรือต้องการคำปรึกษาการออกแบบ Dashboard สำหรับธุรกิจของคุณ สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรืออ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับ Business Intelligence บนเว็บไซต์ของเราได้

 

แชร์บทความนี้

FB X In
A

Admin User

ผู้เขียนบทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับการใช้คุกกี้